ข้ามไปยังเนื้อหา

SAFEFLOW

Gas Test ก่อนเข้าที่อับอากาศ

เผยแพร่

ข้อมูลทั่วไป ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมาย โปรดตรวจสอบกฎกระทรวงฉบับเต็มจากกองความปลอดภัยแรงงาน และค่ามาตรฐานขององค์กรคุณเอง หรือปรึกษาผู้เชี่ยวชาญก่อนนำไปใช้

อุบัติเหตุในที่อับอากาศมักมีรูปแบบซ้ำเดิม คนแรกลงไปในบ่อหรือถังแล้วหมดสติ คนที่สองรีบลงไปช่วยโดยไม่มีอุปกรณ์ แล้วหมดสติตามไปอีกคน สาเหตุหลักคือบรรยากาศภายในที่มองไม่เห็นและไม่มีกลิ่นเตือนเสมอไป ทั้งออกซิเจนต่ำ ก๊าซไวไฟ และก๊าซพิษ

การตรวจวัดก๊าซ (Gas Test) ก่อนเข้าและระหว่างทำงานจึงเป็นด่านสำคัญมาก บทความนี้สรุปสิ่งที่ จป. หัวหน้างานซ่อมบำรุง และผู้ควบคุมงานควรรู้ ตั้งแต่ภาพรวมของกฎหมายไทย การเตรียมเครื่องวัด ลำดับการวัด ไปจนถึงเกณฑ์การหยุดงานและการเตรียมช่วยเหลือ

กฎกระทรวงที่อับอากาศ พ.ศ. 2562 เกี่ยวข้องกับอะไรบ้าง

ในประเทศไทย งานในที่อับอากาศ (Confined Space) อยู่ภายใต้กฎกระทรวงกำหนดมาตรฐานในการบริหาร จัดการ และดำเนินการด้านความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงานเกี่ยวกับที่อับอากาศ พ.ศ. 2562 ประเด็นหลักที่เกี่ยวกับ Gas Test ได้แก่

  • บรรยากาศอันตราย ตัวบทมีนิยามและข้อกำหนดเกี่ยวกับบรรยากาศอันตราย เช่น ออกซิเจนต่ำหรือสูงเกินไป ก๊าซไวไฟ หรือสารพิษเกินระดับที่ปลอดภัย ค่าที่ใช้อ้างอิงกันทั่วไปในทางปฏิบัติคือ ออกซิเจน 19.5–23.5% โดยปริมาตร และก๊าซไวไฟต่ำกว่า 10% ของค่าขีดจำกัดล่างของการติดไฟ (LFL หรือ LEL) ทั้งนี้ ควรตรวจสอบกับกฎหมายและมาตรฐานที่ใช้บังคับ
  • การอนุญาตก่อนเข้าทำงาน กฎกระทรวงมีข้อกำหนดเรื่องการอนุญาตก่อนเข้าไปทำงานในที่อับอากาศ ซึ่งเกี่ยวข้องกับมาตรการความปลอดภัยและผลการตรวจวัดบรรยากาศ รายละเอียดว่าต้องมีอะไรบ้างให้ตรวจจากตัวบท
  • บทบาทที่ชัดเจน กฎกระทรวงกำหนดบทบาทของผู้ที่เกี่ยวข้องกับงานในที่อับอากาศ เช่น ผู้ควบคุมงาน ผู้ช่วยเหลือ และผู้ปฏิบัติงาน แต่ละบทบาทมีหน้าที่ต่างกัน ชื่อและรายละเอียดของบทบาทให้ตรวจจากตัวบท
  • การฝึกอบรม กฎกระทรวงมีข้อกำหนดเรื่องการฝึกอบรมของผู้ที่เกี่ยวข้อง หลักสูตรและเงื่อนไขให้ตรวจจากตัวบท

รายละเอียดเชิงข้อบังคับ เช่น ถ้อยคำของหนังสืออนุญาตหรือหลักสูตรอบรม ควรตรวจจากตัวกฎกระทรวงฉบับเต็มบนเว็บไซต์ของกองความปลอดภัยแรงงาน เพราะบทความนี้สรุปเพียงภาพรวม

ทำไมต้องวัดก๊าซทุกครั้ง แม้เพิ่งวัดเมื่อวาน

บรรยากาศในที่อับอากาศเปลี่ยนได้ตลอด แม้ถังใบเดิมที่เคยวัดผ่าน ก็อาจไม่ปลอดภัยในวันถัดไป สาเหตุที่พบบ่อย เช่น

  • ตะกอนหรือคราบสารที่ก้นถังปล่อยไอระเหยออกมาเมื่ออุณหภูมิสูงขึ้น หรือเมื่อถูกกวน
  • สนิมที่เกิดภายในถังเหล็กใช้ออกซิเจน ทำให้ออกซิเจนลดลงเองโดยไม่มีใครเติมก๊าซอะไรเข้าไป
  • การไล่อากาศด้วยไนโตรเจนก่อนหน้า ทำให้ออกซิเจนเหลือน้อย
  • บ่อบำบัดน้ำเสียหรือรางระบายมีการย่อยสลายของสารอินทรีย์ ซึ่งเกิดไฮโดรเจนซัลไฟด์ (H₂S) ได้
  • เครื่องยนต์หรืองานเชื่อมใกล้ช่องเปิดทำให้คาร์บอนมอนอกไซด์ (CO) หรือควันไหลเข้าไป

ประสาทสัมผัสของคนเชื่อถือไม่ได้ H₂S ที่ความเข้มข้นสูงทำให้จมูกไม่รับกลิ่น ส่วนการขาดออกซิเจนไม่มีอาการเตือนชัดเจนก่อนหมดสติ เครื่องวัดก๊าซจึงเป็นสิ่งเดียวที่บอกได้

เตรียมเครื่องวัดก๊าซ: Bump Test และการสอบเทียบ

เครื่องวัดก๊าซหลายหัววัด (Multi-gas Detector) ที่ใช้กันทั่วไปวัด O₂, LEL, H₂S และ CO ได้ในเครื่องเดียว แต่ผลการวัดจะเชื่อได้ก็ต่อเมื่อเครื่องพร้อมใช้งาน

Bump Test

Bump Test คือการปล่อยก๊าซทดสอบที่รู้ความเข้มข้นเข้าเครื่องในเวลาสั้น ๆ เพื่อดูว่าหัววัดตอบสนองและสัญญาณเตือนทำงาน ทั้งเสียง ไฟ และการสั่น หลายผู้ผลิตแนะนำให้ทำก่อนใช้งานแต่ละวัน ควรทำตามคู่มือของเครื่องที่ใช้และนโยบายขององค์กร

การสอบเทียบ (Calibration)

การสอบเทียบคือการปรับค่าที่เครื่องอ่านให้ตรงกับก๊าซมาตรฐาน ต้องทำตามรอบที่ผู้ผลิตกำหนด และทำทันทีหากเครื่องไม่ผ่าน Bump Test ตกกระแทก หรือสัมผัสก๊าซความเข้มข้นสูง ควรเก็บบันทึกวันที่สอบเทียบล่าสุดไว้กับตัวเครื่อง

ก่อนใช้งานให้ตรวจเพิ่มด้วยว่า แบตเตอรี่เพียงพอสำหรับทั้งกะ หัววัดยังไม่หมดอายุ สายดูดตัวอย่างและปั๊มไม่รั่วหรืออุดตัน และเปิดเครื่องในอากาศสะอาดนอกพื้นที่เพื่อให้เครื่องตั้งศูนย์ได้ถูกต้อง

ลำดับการวัดและการวัดสามระดับ

วัดตามลำดับ O₂ → ก๊าซไวไฟ → ก๊าซพิษ

ลำดับที่สอนกันทั่วไปคือ

  1. ออกซิเจน (O₂) วัดก่อน เพราะหัววัดก๊าซไวไฟแบบตัวเร่งปฏิกิริยา (Catalytic) ต้องใช้ออกซิเจนในการทำงาน ถ้าออกซิเจนต่ำ ค่า LEL ที่อ่านได้อาจต่ำกว่าความจริง
  2. ก๊าซไวไฟ (LEL) วัดเป็นลำดับที่สอง เพราะอันตรายจากการระเบิดส่งผลรุนแรงและเป็นวงกว้าง
  3. ก๊าซพิษ เช่น H₂S และ CO วัดเป็นลำดับสุดท้าย รวมถึงสารพิษเฉพาะของกระบวนการที่องค์กรระบุไว้

เครื่องหลายหัววัดอ่านค่าทุกตัวพร้อมกันก็จริง แต่ผู้วัดควรอ่านและบันทึกตามลำดับนี้เพื่อไม่พลาดการตีความ

วัดบน กลาง ล่าง

ก๊าซแต่ละชนิดมีความหนาแน่นต่างกัน จึงเกิดการแบ่งชั้น (Stratification) ก๊าซที่เบากว่าอากาศ เช่น มีเทน จะลอยอยู่ด้านบน ส่วนก๊าซที่หนักกว่าอากาศ เช่น H₂S และไอระเหยของตัวทำละลายหลายชนิด จะสะสมที่ก้นถังหรือก้นบ่อ ให้ใช้สายดูดตัวอย่างหย่อนวัดอย่างน้อยสามระดับ คือ บน กลาง และล่าง และวัดจากภายนอกก่อนเข้า ไม่ใช่ให้คนถือเครื่องลงไปวัดเอง ควรรอให้ปั๊มดูดตัวอย่างนานพอตามความยาวสายที่คู่มือกำหนด

ระบายอากาศ เฝ้าระวังต่อเนื่อง และวัดซ้ำ

การระบายอากาศ (Ventilation)

การระบายอากาศช่วยลดความเข้มข้นของก๊าซอันตรายและรักษาระดับออกซิเจน ข้อควรระวังคือ ห้ามใช้ออกซิเจนบริสุทธิ์เป่าเข้าที่อับอากาศเด็ดขาด เพราะทำให้เกิดบรรยากาศที่มีออกซิเจนสูงเกินและติดไฟง่าย ตำแหน่งดูดอากาศเข้าของพัดลมต้องอยู่ในอากาศสะอาด ไม่ใช่ใกล้ท่อไอเสียหรือจุดที่มีงานอื่นปล่อยควัน หลังเปิดพัดลมแล้วให้วัดก๊าซใหม่เสมอ

เฝ้าระวังต่อเนื่อง (Continuous Monitoring)

การวัดผ่านก่อนเข้าไม่ได้แปลว่าปลอดภัยตลอดงาน งานเชื่อม งานทาสี หรือการขูดตะกอนสร้างก๊าซใหม่ได้ระหว่างทำงาน ควรให้ผู้ปฏิบัติงานพกเครื่องวัดส่วนบุคคลติดตัว หรือมีเครื่องวัดต่อเนื่องที่จุดทำงาน พร้อมกำหนดรอบการบันทึกค่าเป็นระยะ

วัดซ้ำหลังหยุดพัก

ทุกครั้งที่หยุดงาน เช่น พักกลางวัน เปลี่ยนกะ หรือออกมาจากพื้นที่นาน ต้องวัดก๊าซใหม่ก่อนกลับเข้าไป เพราะระหว่างที่ไม่มีคนเฝ้า พัดลมอาจหยุด หรือมีการเปิดวาล์วที่เกี่ยวข้อง หากมีงานที่ก่อให้เกิดความร้อนใกล้ช่องเปิด ควรตรวจเรื่องงานซ้อนกันด้วย อ่านเพิ่มที่ SIMOPS คืออะไร

บันทึกค่า เกณฑ์หยุดงาน และความพร้อมในการช่วยเหลือ

บันทึกค่าการวัด

ค่าที่วัดได้ทุกครั้งควรบันทึกให้ตรวจย้อนได้ อย่างน้อยประกอบด้วย วันเวลา จุดและระดับที่วัด ค่า O₂, LEL, H₂S, CO หมายเลขเครื่องวัดและวันสอบเทียบล่าสุด และชื่อผู้วัด บันทึกนี้ควรแนบกับหนังสืออนุญาตตลอดอายุงาน

เมื่อไรต้องหยุดงาน

ระดับสัญญาณเตือนต้องเป็นไปตามกฎหมายและมาตรฐานขององค์กรคุณ ตัวอย่างต่อไปนี้เป็นค่าที่ใช้กันโดยทั่วไปเพื่ออธิบายแนวคิด ควรตรวจสอบนิยามของบรรยากาศอันตรายในกฎหมายที่เกี่ยวข้อง (ดูแหล่งอ้างอิงท้ายบทความ) และเกณฑ์ขององค์กรคุณก่อนนำไปใช้

ก๊าซ ตัวอย่างเงื่อนไขที่ต้องหยุดงาน
O₂ ต่ำกว่า 19.5% หรือสูงกว่า 23.5%
ก๊าซไวไฟ ถึง 10% LEL
H₂S ตัวอย่างระดับเตือน 10 ppm (ใช้ค่าขององค์กรคุณ)
CO และสารพิษอื่น ตามค่าที่องค์กรกำหนดจากกฎหมายและการประเมินความเสี่ยง

เมื่อเครื่องเตือน ทุกคนต้องออกจากพื้นที่ทันที ไม่ใช่รอดูว่าค่าจะลดลงเองไหม แล้วหาสาเหตุ แก้ไข และวัดซ้ำให้ผ่านก่อนจะกลับเข้าไปใหม่

ความพร้อมในการช่วยเหลือ (Rescue Readiness)

บทบาทผู้ช่วยเหลือมีไว้เพื่อป้องกันการลงไปช่วยแบบไม่มีการเตรียมตัว ก่อนเริ่มงานควรมีอุปกรณ์ช่วยเหลือพร้อมใช้ เช่น ขาตั้งสามขาพร้อมรอก เข็มขัดนิรภัยแบบเต็มตัว และเครื่องช่วยหายใจแบบมีถังอากาศ ผู้ช่วยเหลือต้องผ่านการอบรมและซ้อมจริง และต้องมีช่องทางสื่อสารกับผู้เฝ้าระวังที่ปากทางตลอดเวลา สำหรับภาพรวมของระบบใบอนุญาต อ่านต่อได้ที่ Permit to Work คืออะไร

บันทึกค่าก๊าซและพักงานเมื่อค่าวิกฤตด้วย SAFEFLOW

จุดอ่อนของการบันทึกค่าก๊าซบนกระดาษคือ ค่าที่ผิดเกณฑ์อาจถูกจดไว้โดยไม่มีใครดำเนินการต่อ และคนที่อยู่ในโซนเดียวกันไม่รู้ว่าควรออกจากพื้นที่ ระบบที่เชื่อมผลการวัดเข้ากับสถานะของใบอนุญาตโดยตรงช่วยปิดช่องว่างนี้ได้

SAFEFLOW เป็นระบบ Permit to Work ใช้ได้ทั้งไทยและอังกฤษ และติดตั้งบนเซิร์ฟเวอร์ขององค์กรเองได้ ผู้วัดบันทึกค่าก๊าซระหว่างทำงานลงในใบอนุญาต เมื่อค่าที่บันทึกถึงระดับวิกฤตที่กำหนด (ตัวอย่างเช่น H₂S ≥ 10 ppm) ระบบจะระงับใบอนุญาตและแจ้งผู้ที่อยู่ในโซน และจะกลับมาทำงานต่อได้หลังวัดซ้ำผ่านเท่านั้น ใบอนุญาตผ่านการอนุมัติหลายขั้น และออกเป็น PDF ตามแบบฟอร์มกระดาษเดิมพร้อม QR สำหรับตรวจสอบ

หน้าจอบันทึกค่าการวัดก๊าซในใบอนุญาต

แชร์บทความนี้FacebookLINE

แหล่งอ้างอิง

  1. กฎกระทรวงกำหนดมาตรฐานในการบริหาร จัดการ และดำเนินการด้านความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงานเกี่ยวกับที่อับอากาศ พ.ศ. 2562
  2. HSE, INDG258 Confined spaces: a brief guide to working safely
  3. OSHA 1910.146 Permit-required confined spaces

← กลับไปหน้ารวมบทความ